2008/Jul/15

 ผลสำรวจของรัฐบาลเวียดนามซึ่งถูกนำมาเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (26 มิ.ย.) เผยให้เห็นว่าสภาวะความกดดันในสังคมปัจจุบันนี้กำลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อโครงสร้างทางครอบครัวในเวียดนาม ซึ่งมีผลให้อัตราการอย่างร้างเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการที่เด็กเล็กและผู้สูงอายุใช้เวลาอยู่ตามลำพังมากยิ่งขึ้น
       
       การผลการสำรวจครอบครัวจำนวนมากทั่วประเทศพบว่า ความเท่าเทียมทางเพศนั้นได้รับการพัฒนาอยู่ในระดับที่ดีขึ้น แต่ผู้ชายก็ยังคงเป็นผู้นำในครอบครัวเช่นเดิม และพบว่ายังมีความรุนแรงระหว่างคู่สมรสเกิดขึ้นถึง 20% ด้วยกัน
       
       โครงการสำรวจดังกล่าวเป็นการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลและกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF โดยสอบถามครอบครัวต่างๆ ถึง 9,400 ครอบครัวใน 64 เมืองทั่วประเทศ
       
       "หลังจากที่นโยบายโด่ยเหมย (doi moi) เพื่อการปฏิรูปทางเศรษฐกิจได้ถูกนำมาใช้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในแทบทุกด้าน รวมถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวด้วย" ผลการสำรวจ กล่าว
       
       โด่ยเหมยหมายถึง "การเปลี่ยนใหม่" อันเป็นนโยบายที่พรรคคอมมิวนิสต์กำหนดออกมาใช่ช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง
       
       เวียดนามเคยมีรูปแบบสังคมที่เป็นชนบท ซึ่งแนวคิดแบบขงจื้อมีอิทธิพลอย่างมากต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว ทำให้เด็กๆ ต้องความเคารพต่อผู้ที่โตกว่า รวมทั้งผู้หญิงต้องเชื่อฟังสามีของตนด้วย
       
       อย่างไรก็ตามผลการสำรวจพบว่าประเพณีหรือขนบธรรมเนียมทางสังคมต่างๆ ในเวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากขึ้น จากในช่วงที่ปี 1975 เรื่อยมาจนกระทั่งการเปิดประเทศเพื่อติดต่อกับนานาชาติมากขึ้นในทศวรรษที่ 1990 ส่งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจตามมา
       
       "การหย่าร้าง" ซึ่งเป็นคำที่มักไม่ค่อยจะได้ยินกันในอดีต แต่กลับเป็นปัญหาอย่างมากในปัจจุบัน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา การอย่าร้างในเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง 2.6% ในวัยตั้งแต่ 18 - 60 ปี โดยหญิงที่ขอหย่าส่วนใหญ่มักจะให้เหตุผลในเรื่องของความแตกต่างทางทัศนคติและการใช้ชีวิต การนอกใจรวมทั้งความยากลำบากทางเศรษฐกิจ
       
       ผลการสำรวจยังพบว่า ผู้ปกครองจำนวนมากในขณะนี้มีความรู้สึกว่าไม่สามารถใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ได้อย่างเพียงพอ และยังเป็นห่วงในเรื่องของพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใตของเด็กๆ อีกด้วย
       
       "มันไม่ใช่เรื่องของความไม่ต้องการ หรือการทอดทิ้ง...พ่อแม่จำนวนมากจำเป็นต้องทำงานเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่รอด ดังนั้นจึงทำให้พวกเขาไม่มีเวลาที่จะอยู่กับลูกๆ อย่างเพียงพอ" นายเจสเปอร์ มอร์ช (Jesper Morch) หัวหน้าสำนักงาน UNICEF ในเวียดนามกล่าว
       
       ในบรรดาครอบครัวทั้งหมดที่ทำการสำรวจ มีจำนวนเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่มีผู้สูงอายุอาศัยรวมอยู่ด้วย
       
       "ครอบครัวที่มีสมาชิกอาศัยอยู่รวมกันถึง 3 รุ่นนั้นเป็นสิ่งที่พบไม่มากนักในปัจจุบันและกำลังลงเรื่อยๆ ซึ่งอาจะเป็นเพราะการที่เวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น" รายงานที่ร่วมกันจัดทำระหว่างสถาบันครอบครัวและเพศศึกษาแห่งเวียดนาม (Vietnam's Institute of Family and Gender Studies) กล่าว.

ที่มา :  ผู้จัดการออนไลน์

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เมืองที่กำลังโตทางด้านวัตถุ มากเกิน มักจะประสบปัญหาแบบนี้เสมอ
#1  by  tiew@fine At 2008-07-15 20:39, 
i9]]l9
#2  by  8 7l['oi (125.26.252.119) At 2008-10-10 17:38, 
เรามีธุรกิจระดับโลกที่กำลังจะขยายตัวในประเทศเวียดนาม
เป็นระบบธุรกิจการทำงานจากที่บ้าน

ระบบของเราได้รับการทดลองใช้และได้ผลมาแล้ว มาจากผู้คนมากมายหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น แม่บ้าน แพทย์ พยาบาล ช่างประปา นักการบัญชี เลขานุการ และผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ อีกมากมาย

มีอิสระทางการเงินที่แท้จริง!
สามารถสร้างรายได้เสริมควบคู่ไปกับงานประจำโดยไม่ส่งผลกระทบต่อกัน
ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น!
เป็นเจ้านายตัวเอง!

คลิ๊กที่ http://cyber-success-4u.net ค่ะ
#3  by  ภาณีณัฏฐ์ (58.8.7.11) At 2009-05-21 15:15, 
ธรรมดาของประเทศกำลังพัฒนา ให้ความสำคัญอะไรเป็นอันดับแรก ปากท้องหรือครอบครัว ปรับให้พอดี ปัญหาก็จะลดลง เป็นปัญหาระดับประเทศ แต่เราแก้ในครอบครัวดีที่สุด โดยรวมจะดีเองค่ะ! sad smile
#4  by  aooddy (125.25.106.131) At 2009-06-13 13:49, 
big smile
#5  by   (118.173.229.98) At 2009-09-01 13:37, 

<< Home


Thanarak Moomee
View full profile